ธนาคารขยะรีไซเคิล – เมื่อทหารทิ้งปืนมาแบกถุงขยะ
อ่านทั้งหมด 2327 ครั้ง, 6 ทั้งหมดในวันนี้

โรงเรียนละอออุทิศที่น้องนลเรียนอยู่นี้ เป็นโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมมากกว่าวิชาการอย่างเห็นได้ชัด
และผมก็รู้สึกประทับใจในความพยายามของโรงเรียนที่พยายามปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็กๆอยู่เสมอ
ตั้งแต่เปิดเทอมใหม่ และน้องนลขึ้นมาเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง
ผมก็เริ่มเห็นสังเกตเห็นสิ่งที่ผมไม่เคยสังเกตอีกอย่างมาก่อน
นั้นก็คือบางวัน จะมีกระเป๋าผ้าสีส้มที่ใส่กระดาษ,กล่องนม หรือขวดพลาสติกใส่จนเต็มถุง และถูกนำมากองไว้จนเต็มสนามเด็กเล่น
และจะมีคุณทหารในชุดทหารพรานมาตั้งโต๊ะ และทำการลงบันทึกกองถุงสีส้มนี้อย่างขะมักเขม้น นี้พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่นะ??

พี่ๆทหารเขามาทำอะไร? แล้วเจ้าถุงส้มๆนี้มันคืออะไรน่อ??
หลังจากที่ผมได้สอบถามคุณครู (เพราะผมยังไม่กล้าเข้าไปคุยกับคุณพี่ทหาร)
คุณครูก็บอกว่า เป็นโครงการธนาคารขยะรีไซเคิลที่จะมารับขยะรีไซเคิลจากผู้ปกครองเป็นประจำทุกอาทิตย์
หลังจากทำการสอบถามรายละเอียดกับคุณครู, ผมจึงได้รู้ว่า ขยะรีไซเคิลนั้นจะถูกนำมาชั่งกิโลและให้ค่าตอบแทนด้วย
ผมจึงคิดว่าโครงการนี้เป็นกิจกรรมที่น่าสนุก และสมควรที่จะเข้าร่วมด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ผมจึงขอใบสมัครและทำการยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ
ซึ่งทางโครงการได้ขอหลักฐานได้แก่
1. กรอกใบสมัครของทางโครงการ
2. รูปถ่าย 1 นิ้ว 2ใบ
3. สมุดบัญชีออมทรัพย์ของธ.ออมสิน
หลังจากที่ยื่นใบสมัครให้กับทางโครงการผ่านทางโรงเรียนแล้ว ผมก็เริ่มกลับมาเก็บขยะรีไซเคิลใส่ถุงกับเขาบ้าง
ผมเริ่มจากการนำกล่องนมของเจ้านลที่กินหมดแล้ว มาตัดเพื่อให้ล้างได้สะอาด และตากไว้จนแห้ง แล้วจึงเก็บใส่ไว้ในถุง
นี่เป็นสิ่งที่ผมเคยทำอยู่เพราะผมเคยเอาเจ้ากล่องนมนี้ไปบริจาคเพื่อผลิตโต๊ะเรียนจากกล่องนมรีไซเคิล
ผมเลยคิดว่า รอบนี้ นอกจากที่จะได้ทำบุญสร้างโต๊ะเรียนแล้ว ยังจะได้เงินค่าขยะรีไซเคิลแถมมาอีกต่างหาก
คิดไปก็ตั้งหน้าตั้งตาล้างกล่องนมต่อไปอย่างมีความสุขครับ
ผมใช้เวลารอเอกสารอยู่นานเป็นเดือน จนเก็บสะสมกล่องนมได้ถุงใหญ่
ในที่สุด เจ้านลก็ได้รับบัตรสมาชิกฯกับเขา เมื่อกลางเดือนก.ค.ที่ผ่านมา
ทันทีที่ได้บัตร และที่บ้านก็มีถุงขยะใบโตพร้อมแล้ว
ในที่สุด ผมก็ได้ฤกษ์นำถุงขยะกองโตที่อัดแน่นไปด้วยกล่องนมไปมอบให้กับคุณทหารซะที

บัตรสมาชิกของน้องนลที่รอมานาน

บัตรออกบัตรตั้งแต่ปี42,แต่เจ้านลเกิดปี48,แสดงว่าหยั่งรู้ว่าน้องนลจะเข้าร่วมโครงการแน่นอน เลยออกบัตรเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่10ปีก่อน ^_^
ผมนำถุงกล่องนมไปให้คุณพี่ทหารในวันอังคาร 1 ก.ย. 52
ปรากฏว่า คุณทหารถามผมว่า นี่เพิ่งนำมาครั้งแรกใช่มั้ยครับ?, ซึ่งผมก็ตอบว่าใช่ครับ
คุณทหารก็เลยบอกว่า ต้องรอจัดทำสมุดคู่ฝากอีกเล่มหนึ่งก่อน ซึ่งสมุดเล่มนี้ใช้เพื่อจดว่าเราได้”ฝาก”ขยะไว้เป็นเงินเท่าไรแล้ว
และใช้เวลาประมาณ3-4วัน, แต่ทางหน่วยงานจะออกใบนำฝากไว้ให้ก่อน ไว้ได้สมุดแล้วจะลอกลงไปอีกที
ซึ่งผมก็คิดว่าไม่เป็นไร ผมรอได้สบายอยู่แล้ว, ผมเลยถามคุณทหารไปเล่นๆว่า เพราะผมไม่ได้นำสมุดคู่ฝากมา คุณพี่เลยรู้ว่า ผมมาเป็นครั้งแรกใช่มั้ยครับ?
คุณทหารก็หัวเราะ แล้วบอกว่าไม่ใช่หรอก, แต่เพราะคุณเอากล่อมนมล้างสะอาดมาให้ผมต่างหาก

ลงทะเบียนการนำฝากอย่างขะมักเขม้น
ผมฟังคำตอบแล้วก็งง แต่เมื่อได้ทำการพูดคุยแล้ว จึงเข้าใจสาเหตุ
สาเหตุก็คือ ก่อนหน้านี้ ที่ทางโรงเรียนเคยมีการรณรงค์นำกล่องนมมาใช้รีไซเคิล โดยจะนำไปกล่องนมมาแปรรูป และผลิตเป็นโต๊ะเรียนให้เด็กในต่างจังหวัดนั้น
โครงการรณรงค์นี้ได้จบไปตั้งนานแล้ว หน่วยงานที่รับกล่องนมไปผลิตโต๊ะก็เป็นคนล่ะหน่วยงานกับพี่ๆชุดนี้
แต่ผู้ปกครองบางส่วน(รวมทั้งผม)ที่ยังคิดว่า พวกพี่ๆทหารเหล่านี้ยังมารับกล่องนมไปผลิตโต๊ะอยู่ เลยยังนำกล่องนมที่ล้างสะอาดแล้วมามอบให้อยู่เสมอ
แต่ถ้าเป็นสมาชิกโครงการขยะรีไซเคิลที่ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกันแล้ว ทุกคนจะรู้ว่านี่เป็นคนล่ะหน่วยงานกัน
พี่ๆทหารจะบอกว่าให้สมาชิก อย่าเอากล่องนมมา เพราะไม่รับซื้อ(สงสัยจะขายไม่ได้ราคา)
แต่อยากให้เอาขยะในส่วนที่เป็นกระดาษ,พลาสติก หรือแก้วมาให้มากกว่า
แต่ถ้าใครเอากล่องนมมาให้ คุณทหารก็จะนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่จะนำไปผลิตโต๊ะนักเรียนอีกทีหนึ่ง
ผมก็เลยบอกว่า งั้นไม่เป็นไรครับ กล่องนมนี้ให้ไปฟรีๆเลย เดี๋ยวผมขอไปเก็บขยะรอบใหม่มาก่อนดีกว่า
แต่คุณพี่ทหารนั้นก็ใจดีกว่าหน้าตามากมาย, พี่แกบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ให้เป็นค่าขนมน้องๆเถอะ
เพราะใครจะเอาอะไรมาให้ ทางโครงการก็รับซื้อหมด,เพียงแต่เฉพาะกล่องนมล้างสะอาดแบบนี้ ที่จะไม่นำไปขายต่อ แต่จะนำไปบริจาคที่หน่วยงานที่รับผลิตโต๊ะเลย
ไอ้ผมก็เกรงใจ เพราะเท่ากับว่าโครงการต้องมาจ่ายเงินให้กับน้องนล ทั้งๆที่โครงการจะไม่ได้รายได้จากขยะถุงนี้
แต่คุณพี่ทหารก็ยังยืนยันคำเดิม พร้อมทั้งจับถุงขยะชั่งกิโล และออกใบนำฝากให้เรียบร้อย

สรุป ชั่งได้2กิโล คิดเป็นเงิน 2 บาทถ้วน...
และในวันนี้( 8 ก.ย. 52), เมื่อผมไปส่งน้องนลในตอนเช้า ผมก็เจอกับพี่ๆทหารกำลังง่วนอยู่กับการชั่งกิโลขยะรีไซเคิลอยู่เหมือนเดิม
ไอ้ผมก็ดันลืมไปว่า พี่ๆเขาจะมาทุกวันอังคาร, ขยะก็ไม่ได้ขนมา, แถมเขานัดให้มาเอาสมุดคู่ฝากเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ดันลืมอีก
ก็เลยทำใจกล้าๆ เข้าไปขอโทษพี่ๆเขาว่า ลืมมาเอาสมุดคู่ฝาก และถือโอกาสพูดคุยกับพี่เขาเพื่อเก็บเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโครงการซักเล็กน้อย
ซึ่งผมขอสรุปสั้นๆมาให้เพื่อนๆฟังดังนี้
1. โครงการนี้ชื่อเต็มๆว่า “โครงการพระราชทาน ธนาคารขยะรีไซเคิล” เป็นหนึ่งในโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
คุณพี่ทหารเล่าให้ฟังว่า โครงการนี้ เกิดขึ้นมาจากการที่ในวังของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ นั้น มีขยะในแต่ล่ะวันเป็นจำนวนมาก
และทางก.ท.ม. ก็มาเก็บขยะวันเว้นวันบ้าง วันเว้นสองวันบ้าง บางทีขนไปไม่หมดก็มี เลยทำให้มีขยะสะสมอยู่ในวังอยู่พอสมควร
ทางสมเด็จพระบรมโอราสธิราชฯท่านก็ทรงมีความคิดว่า ขยะ(เยอะแยะ)ที่มีอยู่ในวังนี้ มันน่าจะเอาไปทำประโยชน์ได้มากกว่าทิ้งไปเฉยๆ
พระองค์ท่านก็เลยรับสั่งให้ข้าราชบริพาร (ก็คุณพี่ทหารกลุ่มนี้แหล่ะ) ทำการจัดแยกขยะ เพื่อนำไปขายเพื่อใช้รีไซเคิลต่อไป
แต่เมื่อทำไปได้ซักระยะ พระองค์ท่านก็ได้ขยายแนวความคิดนี้ โดยได้นำมารวมไว้ในเป็นหนึ่งในโครงการสายใยแห่งรัก
และได้มีโรงเรียนหลายโรงเรียนได้สมัครเข้าร่วมโครงการขยะรีไซเคิลนี้ ซึ่งปัจจุปัน มีมากถึง 10 โรงเรียนแล้ว
ซึ่งพี่ทหารชุดนี้ก็ต้องตระเวณไปตั้งโต๊ะ ชั่งกิโลกันทุกวัน เรียกว่ามีคิวรออยู่ทุกวันเลย

พี่ๆทหารกับขยะรีไซเคิลกองโต กับคำพูด วันนี้น้อย คงเสร็จไม่เกินเที่ยง -_-''
2. วัตถุประสงค์หลักของโครงการนั้น อันดับแรกคือ เพื่อเป็นการลดปัญหาขยะล้นโลกที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุปันนี้,เป็นการปลูกจิตสำนึกและฝึกนิสัยให้กับเยาวชนให้รู้จักแยกแยะว่าขยะไหนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ช่วยในการฝึกนิสัยให้รักการออม เนื่องจากเด็กๆจะได้เงินฝากเข้าไว้ในธนาคารตามขยะที่นำมาฝาก และยังเป็นการส่งเสริมกิจกรรมในครอบครัวเพื่อให้ผู้ปกครองและบุตรหลานได้มีกิจกรรมดีๆร่วมกัน
ซึ่งข้อนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่เริ่มผมเริ่มเก็บกล่องนมนั้น น้องนลก็สนุกและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
โดยเขาจะนำกล่องนมที่ดูดหมดแล้วมาวางไว้ที่อ่างล้างจานทุกครั้ง,มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกให้เอาไปทิ้งถังขยะ แต่น้องนลบอกว่า ไม่ใช่ ต้องเอาไปล้างแล้วใส่ถุงไปโรงเรียนต่างหาก
3. ผมถามพี่ทหารว่า ถ้าเทียบว่าผมเอาไปขายรถซาเล้งกับนำขยะมาฝากไว้ในโครงการนี้ แบบไหนจะให้ผลตอบแทนดีกว่ากันครับ?
พี่ทหารตอบว่า การฝากขยะมีความเสี่ยง ผู้ฝากควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน เอ๊ย!! ไม่ใช่!! พี่แกบอกว่า ทางโครงการก็ให้ราคาพอๆกับที่ข้างนอกรับซื้อนะ
4. ผมถามพี่เขาว่า แล้วยังงี้ ไม่ถือเป็นการแย่งรายได้ของพวกรถซาเล้งเหรอครับ?
พี่ทหารก็ตอบว่า ผมว่าไม่นะ จริงๆแล้ว เราอาจจะให้ราคาต่ำกว่าที่ขายข้างนอกนิดหน่อยด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง ถ้าขยะ1ถุงนำไปขายต่อได้ 10 บาท
ทางโครงการก็จะนำมาฝากให้สมาชิก 9 บาท,โดยหักไว้ 1 บาทเป็นค่าบริหารจัดการ+ค่าน้ำมัน ดังนั้นสมาชิกก็ต้องไปเลือกกันเอาเองว่าอยากขายให้กับใคร
แต่ที่สมาชิกยังนำมาบริจาคนั้น คิดว่าเพราะมันสะดวกและเพื่อเป็นกิจกรรมที่ทำกับลูกมากกว่า
และคิดว่าผู้ปกครองเองนั้นแหล่ะที่ยิ่งทำยิ่งสนุก เพราะเห็นเหมือนมีการแข่งกันนิดๆว่าใครจะหาขยะรีไซเคิลมาได้มากว่ากัน (พี่เขาพูดไปหัวเราะไป)
5. พี่ๆทหารที่มาทำงานนี้ ไม่ได้รับค่าคอมฯจากการขายขยะรีไซเคิล และไม่ได้มีระบบUp Line/Down Line กับสมาชิกแต่อย่างใด
เพราะพี่ๆเหล่านี้เป็นทหารที่ถวายการรับใช้โดยตรงให้กับสมเด็จพระบรมโอราสาธิราชฯ ได้รับเงินเดือนอยู่แล้ว
เพียงแต่แบ่งกำลังพลมาเพื่อบริหารจัดการโครงการนี้เท่านั้น
ซึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเหลือกำไร เงินจำนวนนั้นก็จะถูกนำไปซื้อสลากออมสินแล้วนำกลับมาแจกจ่ายให้กับข้าราชบริพารอีกทีหนึ่ง
ผมมองว่านี้ก็เหมือนกับเป็นโบนัสแบบหนึ่งครับ เพราะการให้ฉลากออมสินนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับให้เงิน
เมื่อฉลากออมสินหมดอายุนั้น ผู้ถือก็สามารถไถ่ถอนกลับมาเป็นเงินสดได้เต็มจำนวน
แต่ที่เด็ดก็คือ ถ้าใครแจ๊กพ็อตแตก, ถูกรางวัลใหญ่ฉลากออมสินก็รวยกันไปเลย เรียกว่ามีให้ลุ้นกันอยู่เป็นระยะๆ ได้มากได้น้อยแล้วแต่ดวง
แถมยังเป็นการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของธนาคารออมสินโดยตรงอีกต่างหาก ถือเป็นการเพิ่มคุณค่าและแถมความบันเทิงอีกต่างหาก
6. หลังจากที่พี่ๆทหารได้ขนถุงสีส้มกลับไปยังหน่วยงานตัวเองแล้ว, พี่ๆเขาต้องมาทำการ”คัดแยก”ประเภทของขยะ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าในการขาย
เพราะการขายขยะแบบ”เหมารวม”นั้น ได้ราคาต่ำกว่าการขายแบบที่แยกประเภทแล้วนั้นเอง เช่นถุงรวมที่มีกระดาษกับพลาสติก จะได้ราคาต่ำกว่า ถุงที่แยกเป็นกระดาษล้วนๆกับพลาสติกล้วนๆนั้นเอง
7. ผมบอกพี่เขาว่า งานนี้มันก็หนักเหมือนกันนะครับ ไหนจะแบกขยะ ไหนจะต้องมาแยกขยะอีก,แต่พี่เขาตอบว่า จะว่าหนักก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย
แต่ทำแล้วมีความสุขมากกว่า
คุณลองคิดถึงภาพที่เด็กๆกระโดดโลดเต้นมากับผู้ปกครองที่ถือถุงขยะใบโต และเมื่อเด็กได้ดูสมุดฝากเงินแล้วพบว่า เขาได้เงินเพิ่มมาตั้งหลายบาท
สำหรับผู้ใหญ่นั้น มันอาจจะเป็นเศษเงินแค่ไม่กี่บาท แต่สำหรับเด็กๆแล้ว มันเป็น”เงิน”ที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงในการเก็บขยะของเขา
พี่ทหารเล่าว่า ยิ่งได้เห็นภาพเด็กๆดีใจมากเท่าไร ก็ยิ่งมีกำลังใจมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับเขานั้น เงินแค่ไม่กี่บาทที่โอนให้กับเด็กๆนั้น มันก็ไม่เท่าไร, แต่รอยยิ้มจริงใจที่เด็กตัวเล็กๆยิ้มและบอกขอบคุณเขานั้น มันมีค่ามากมายจริงๆ

ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน แต่ทางโรงเรียนเตรียมน้ำเก็กฮวยกับน้ำกระเจี๊ยบไว้บริการอย่างเต็มที่
8. พี่ทหารเขาก็สอนให้ลูกแยกขยะรีไซเคิลครับ, พี่เขาอยากให้ลูกๆมีนิสัยที่รักสิ่งแวดล้อม และหัดนิสัยออมเงินตั้งแต่เล็ก
ผมมองว่าโครงการนี้จะมีประโยชน์ขึ้นไปอีก เมื่อผู้ใหญ่หันมาเอาจริงเอาจังและหันกลับมามองตัวเองบ้าง
ถ้าผู้ใหญ่หัดมองว่า เราก็ทิ้งสิ่งที่น่าจะนำกลับมาใช้ใหม่ไปมากแค่ไหน? ขยะที่ทิ้งไปจะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้มากเท่าไร? ก็คงจะดีมากเลยล่ะครับ
ผมคิดว่าเรื่องการนำขยะมารีไซเคิลนี้ มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความตั้งใจที่จะทำจริงๆรึเปล่า
เพราะเด็กๆนั้น ยังไงก็สนุกกับกิจกรรมนี้แน่ๆอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่(เช่นผม)จะขยันทำได้นานแค่ไหนมากกว่าครับ
คงต้องพยายามคิดว่า อย่าเห็นว่ามันได้เงินนิดเดียว,แต่ถือซะว่าสร้างนิสัยให้กับครอบครับดีกว่าครับ

มาร่วมกันสร้างจิตสำนึกในการรีไซเคิลกันเถอะ!!!
ข้อมูลเพิ่มเติม
เวปไซท์ สายใยแห่งรัก : www.saiyairak.com
My Twitter : @porpeangseller







